ประเพณี คือ สิ่งที่นิยมปฏิบัติสืบ ๆ กันมาจนเป็นแบบแผน ศิลปวัฒนธรรม คือ ลักษณะที่แสดงความเจริญงอกงามทางด้านการช่าง, การฝีมือ ขนบธรรมเนียม คือ แบบอย่างที่นิยมทำกันมา จารีตประเพณี คือ ประเพณีที่นิยมและปฏิบัติสืบกันมา ขนบธรรมเนียมประเพณีของแต่ละท้องถิ่น ได้รับอิทธิพลจากศาสนา ภาคกลางจึงมีลักษณะเป็น เดือนสาม ทำบุญวันมาฆบูชา ทางอีสานทำบุญข้าวจี่ (ข้าวจี่ คือ เอาข้าวเหนียวที่นึ่งแล้วมาปั้น พราหมณ์มากกว่าพุทธ ภาคอิสานได้รับอิทธิพลจากลานช้าง หรืออิทธิพลวัฒนธรรมจีน การปฏิบัติประเพณีต่างๆ มีตลอดปี จึงเรียกว่า "ประเพณี 12 เดือน "ภาคอีสานเรียกว่า "ฮีด 12" ฮีด แปลว่า จารีต จึงพอสรุปได้ว่าตลอดปีชาวไทยมีประเพณีอะไรบ้าง เดือนอ้าย (เดือนหนึ่ง) พระสงฆ์เข้าปริวาสกรรม เดือนยี่ (เดือนสอง) หลังเก็บเกียวข้าว ชาวบ้านจะทำบุญคุณข้าว หรือบุญคูณลาน ใส่น้ำอ้อยนำไปย่างไฟจนกรอบแล้วชุบด้วยไข่ นำไปถวายพระสงฆ์) เดือนสี่ ทำบุญเทศน์มหาชาติ (เทศนาเรื่องพระเวสสันดรชาดก) อีสานเรียกว่า บุญผะเวส เดือนห้า สงกรานต์ หรือ วันขึ้นปีใหม่สมัยโบราณ เดือนหก ทำบุญวันวิสาขบูชา ภาคอีสาน จะทำบุญบั้งไฟด้วย เดือนเจ็ด ทำบุญบวงสรวงบรรพบุรุษ ศาลหลักเมือง เดือนแปด การอุปสมบท วันเข้าพรรษา เดือนเก้า ทำบุญถึงผู้มีพระคุณ ผีบ้านผีเรือน เดือนสิบ ทำบุญเดือนสิบ ทำสลากภัตรถวายพระสงฆ์ เดือนสิบเอ็ด วันออกพรรษา ตักบาตรเทโว เดือนสิบสอง ทำบุญกฐิน และลอยกระทง |
| ประเพณีที่สำคัญ |
| สงกรานต์ หมายถึง การย้ายที่ หรือ เคลื่อนที่ กล่าวคือดวงอาทิตย์จากราศีมีน ยกเข้าสู่ราศีเมษ กำหนดให้เป็น วันขึ้นปีใหม่ของไทย ตรงกับวันที่ 13 เมษายนของปี ปัจจุบันวันขึ้นปีใหม่ได้เปลี่ยนมาเป็น วันที่ 1 มกราคม ของปีตามสากล ซึ่งเปลี่ยนในสมัย จอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2484 แต่วันสงกรานต์ก็มีทำกันสืบต่อมา คือวันที่ 13,14,15 เมษายน และเป็นวันหยุดราชการด้วย ประวัติความเป็นมามีอยู่อย่างพิสดารเกี่ยวกับนางสงกรานต์ ซึ่งเป็นลูกสาวของท้าวมหาพรหม มีชื่อเรียกเปลี่ยน ไปทุกปี ดังนี้ 1. วันที่ 13 เมษายน ตรงกับวันอาทืตย์ นางสงกรานต์ชื่อ ทุงษะ ทัดดอกทับทิม เครื่องประดับ ปัทมราด ภักษาหารผลมะดื่อ อาวุธขวาจักร ซ้ายสังข์ พาหนะครุฑ 2. วันที่ 13 เมษายน ตรงกับวันจันทร์ นางสงกรานต์ชื่อ โคราค ทัดดอกปีบ เครื่องประดับมุกดา ภักษาหาร น้ำมัน อาวุธขวาพระขรรค์ ซ้ายไม้เท้า พาหนะเสือ3. วันที่ 13 เมษายน ตรงกับวันอังคาร นางสงกรานต์ชื่อ รากษส ทัดดอกบัวหลวง เครื่องประดับโมรา ภักษาหารโลหิต อาวุธขวาตรีศูล ซ้ายธนู พาหนะสุกร 4. วันที่ 13 เมษายน ตรงกับวันพุธ นางสงกรานต์ชื่อ มัณฑา ทัดดอกจำปา เครื่องประดับไพฑูรย์ ภักษาหาร นมเนย อาวุธขวาเข็ม ซ้ายไม้เท้า พาหนะฬา 5. วันที่ 13 เมษายน ตรงกับวันพฤหัสบดี นางสงกรานต์ชื่อ กิริณี ทัดดอกจำปา เครื่องประดับมรกต ภักษาหารถั่วงา อาวุธขวาขอ ซ้ายปืน พาหนะช้าง 6. วันที่ 13 เมษายน ตรงกับวันศุกร์ นางสงกรานต์ชื่อ กิมิทา ทัดดอกจงกลณี เครื่องประดับบุษราคัม ภักษาหาร กล้วยน้ำ อาวุธขวาพระขรรค์ ซ้ายพิณ พาหนะกระบือ 7. วันที่ 13 เมษายน ตรงกับวันเสาร์ นางสงกรานต์ชื่อ มโหทร ทัดดอกสามหาว เครื่องประดับนิลรัตน์ ภักษาหาร เนื้อทราย อาวุธขวาจักร ซ้ายตรีศูล พาหนะนกยูง สงกรานต์แบ่งเป็น 3 วัน วันที่ 13 เมษายน เป็นวันมหาสงกรานต์ ราชการกำหนดเป็นวันผู้สูงอายุแห่งชาติ วันที่ 14 เมษายน เป็นวันเนา ราชการกำหนดให้เป็นวันครอบครัว วันที่ 15 เมษายน เป็นวันเถลิงศก กิจกรรมในวนสงกรานต์ ทำบุญเลี้ยงพระที่วัด สรงน้ำพระพุทธรูป รดน้ำดำหัวผู้สูงอายุเพื่อขอพร ขนทรายเข้าวัด การเล่นสบ้า(ชาวรามัญ)ปล่อยนก ปล่อยปลา ทำสิ่งที่ดีงาม ที่เป็นมงคลปัจจุบันการเล่นน้ำ สงกรานต์ ได้เล่นที่ผิดเพี้ยนมาก ซึ่งไม่ใช่เป้าหมายของสงกรานต์ เช่น การเล่นสงกรานต์ที่ถนนข้างสาร กทม. เป็นการเล่นสงกรานต์ที่ไม่ถูกต้อง และแพร่หลายออกไปตามหัวเมืองต่างๆ ชาวต่างประเทศก็เล่น ด้วยเพราะเข้าใจว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ควรมีมาตรการที่ห้ามเพราะจะทำให้ถือเป็นประเพณีสืบไป การเล่นน้ำสงกรานต์ ใช้น้ำที่สะอาด ใส่น้ำอบน้ำหอม รดน้ำเฉพาะผู้ที่รู้จักคุ้นเคย ไม่เล่นแป้ง ไม่ฉีดน้ำ หรือใช้น้ำที่ผสมสี น้ำสกปรก เด็ดขาด การเล่นน้ำสงกรานต์เพื่อความสนุกสนาน สร้างมิตรไมตรี ต้องสุภาพเรียบร้อย แก่นของสงกรานต์ ฉลองสงกรานต์อย่าลืมแก่นสารเชิงจริยธรรม สามารถจำแนกและสำแดงออกผ่านพิธีกรรมด้านจริยธรรม 6 ประการ จริยธรรมข้อที่ 1 ตระหนักคุณประโยชน์แห่งพระศาสนา และหน้าที่เกื้อกูลกันระหว่างวัดกับชุมชน เช่น ช่วยกันทำความสะอาดวัด การทำบุญตักบาตร การสรงน้ำพระพุทธรูป ขนทรายเข้าวัด ก่อเจดีย์ ทรายและตกแต่งวัดให้สวยงาม จริยธรรมข้อที่ 2 ความสำนึกในพระคุณ (บุญคุณ) เช่น พิธีสรงน้ำพระสงฆ์ การรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ เพื่อแสดงความเคารพและขอพร จริยธรรมข้อที่ 3 ความกตัญญูต่อบรรพชน พิธีทำบุญอุทิศแด่บรรพชน ผู้ล่วงลับ การบังสุกุลอัฐิ การไหว้ผีปู่ย่าตายาย จริยธรรมข้อที่ 4 ความสำนึกต่อครอบครัว ปฏิบัติต่อทุกคนในครอบครัวอย่างเอื้ออาทร ทำความสะอาดบ้านเรือน จริยธรรมข้อที่ 5 การให้สิ่งดี ๆ และทำความดีต่อผู้อื่น เช่น ทำขนมและอาหารแจกจ่ายกัน งานเลี้ยงสังสรรค์ จริยธรรมข้อที่ 6 ความสมานสามัคคี ร่วมแรงร่วมใจกันในชุมชน การละเล่นกีฬาพื้นบ้าน การทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกันในชุมชน รดน้ำดำหัว การรดน้ำดำหัว เป็นกิจกรรมหนึ่งในเทศกาลสงกรานต์ คือการที่ผู้น้อยไปเคารพผู้ใหญ่ เพื่อขอพร ข้าราชการผู้ใต้บังคับบัญชารวมกันไปรดน้ำขอพรผู้บังคับบัญชา เป็นกุศโลบายหนึ่งที่ทำให้เกิด ความรักสามัคคี ผู้น้อยได้ถือโอกาสขอโทษขออภัยในสิ่งตนเองปฎิบัติไม่เหมาะสม ผู้บังคับบัญชาก็ ถือโอกาสให้อภัย สิ่งที่นำไปรดน้ำดำหัว ขันเงินใส่น้ำ ใส่ฝักส้มป่อย อบน้ำหอมลอยด้วยดอกมะลิ พวงมาลัยดอกมะลิหัวหน้าคณะนำ ไปกล่าวถึงวัตถุประสงค์และมอบพวงมาลัยดอกมะลิให้ผู้ใหญ่ หรือผู้บังคับบัญชา รดน้ำที่มือ ผู้ใหญ่หรือผู้บังคับบัญชาก็จะให้พร ผู้ที่มาร่วมพิธีก็จะเข้าไปรดน้ำ ที่มือทีละคนจนครบ บางครั้งผู้ใหญ่อาจจะมีของที่ระลึกมอบให้เป็นการตอบแทน หรือผู้น้อยอาจจะ นำของขวัญไปมอบให้ด้วยถ้าเป็นครอบครัวลูกๆ หลานๆ จะนำเสื้อผ้าใหม่ ขนม ผลไม้ ไปมอบให้ผู้ใหญ่ (พ่อ แม่ ปู้ ย่า ตา ยาย ลุง ป้า ฯลฯ)ก่อนรดน้ำดำหัว แต่ก่อนจะทำเฉพาะภาคเหนือ ปัจจุบันจะทำกันทุกภาค เพราะถือเป็นสิ่งที่ดี เป็นมงคล สงกรานต์เกาะเกร็ด จะจัดขึ้นในวันที่ 13,14,15 เมษายน ของทุกปี ก่อนถึงวันสงกรานต์ ชาวบ้านจะ กวนกะละแม ข้าวเหนียวแดง และข้าวเหนียวแก้ว ขนมจีน ข้าวแช่ จะมีพิธีกรรมหลายอย่างทั้ง 3 วัน การเล่นสะบ้า ปล่อยนก ปล่อยปลา แห่น้ำหวาน รดน้ำดำหัว ชาวมอญเกาะเกร็ดจะประชาสัมพันธ์ก่อน จัดงานทุกปี ประเพณีทั่วๆไป เช่น การเกิด การตาย การแต่งงาน การอุปสมบท การลอยกระทง ฯลฯ คงมีคล้ายๆ กัน จะผิดแปลก ไปบ้างขึ้นอยู่ละท้องถิ่น งานหล่อเทียนและแห่เทียนพรรษาทางน้ำ สภาวัฒนธรรมอำเภอบางกรวยและเทศบาลเมืองบางกรวยร่วมกันจัดฟื้นประเพณีหล่อเทียนและแห่ เทียนพรรษาทางน้ำก่อนเทศกาลวันเข้าพรรษาของทุกปี เพราะประชาชนอาศัยอยู่ริมฝั่งคลองบางกอกน้อย คลองบางกรวย และคลองต่างๆ จึงจัดเรือล่องไปตามลำคลองเพื่อให้ประชาชนได้ร่วมกันหล่อเทียนและทำบุญ พอถึงวันเข้าพรรษาก็จะแห่เทียนพรรษาจากวัดชลอ ไปถึงวัดโบสถ์บน เพื่อถวายเทียนพรรษาแก่วัดต่างๆ ในอำเภอบางกรวย งานวัฒนธรรมสองฝั่งเจ้าพระยาใต้ฟ้านนท์์ สภาวัฒนธรรมจังหวัดนนทบุรีและจังหวัดนนทบุรี องต์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี จัดงบประมาณสนับสนุน ในการจัดงาน ได้จัดงานนี้ตั้งแต่ปี 2546 ระหว่างวันที่ 31 มีนาคมถึงวันที่ 4 เมษายน ของทุกปี ที่บริเวณ วัดเฉลิมพระเกียรติวรวิหารและอุทยานเฉลิมกาญจนาภิเษก วันที่ 2 เมษายน เป็นวันอนุรักษ์มรดกไทย ได้จัดกรรมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จำหน่ายสินค้าเกษตร สินค้า OTOP การแสดงศิลปวัฒนธรรม การเล่นกีฬาพื้นบ้าน การแข่งขันเรือยาวประเพณีชิงถ้วยพระราชทาน ประเพณีตักบาตรนางน้ำ ชาวเกาะเกร็ดจะร่วมใจกันทำพิธีตักบาตรทางน้ำ ระหว่างวันขิ้น 14 ค่ำ ถึงวันแรม 1 ค่ำเดือน 11 (เทศกาลวันออกพรรษา) ประเพณีตักบาตรพระ 108 ชาวบ้านริมคลองบางกอกน้อย ย่านวัดไทยเจริญ วัดบางไกรนอก วัดบางไกรใน วัดอุทยาน อำเภอบางกรวย จ.นนทบุรี จะร่วมกันทำบุญตักบาตรพระ 108 ในวันแรม 8 ค่ำ เดือน 11 หลังวันออกพรรษา 7 วัน การจุดลูกหนู ลูกหนู เป็นดอกไม้เพลิงชนิดหนึ่ง ซึ่งชาวมอญใช้จุดศพพระสงฆ์ การจุดลูกหนูในการปลงศพพระยังเป็นที่นิยม ในหมู่ชุมชนชาวมอญดั้งเดิม เนื่องจากชาวมอญเคารพนับถือพระภิกษุสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีปฏฺบัติชอบ การจัดพิธีอันเกี่ยวกับพระสงฆ์จะต้องกระทำด้วยความเคารพ มักไม่นิยมจุดดอกไม้จันทน์เผาศพพระภิกษุสงฆ์ ด้วยมือตนเองซึ่งถือว่าไม่สมควร จึงใช้ลูกหนูจุดศพ การใช้จุดลูกหนูจุดศพ ชาวมอญใช้เฉพาะการปลงศพพระเท่านั้น ไม่นิยมใช้จุดศพฆราวาส การปลงศพพระสงฆ์ จะไม่เผาเมรุร่วมกับฆราวาส จะต้องทำเมรุสำหรับเผาศพพระเฉพาะ อาจจะทำเป็นปะรำ 4 เสา จนถึงปราสาท 1 ถึง 9 ยอด และนิยมเผาไปพร้อมกับศพ |
วันพุธ, กันยายน 24, 2551
ประเพณี ศิลป วัฒนธรรมของชาวเกาะเกร็ด
แหล่งท่องเที่ยว นนทบุรี
แหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัดนนทบุรี แบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ ดังนี้ | ||||
| | ||||
| ||||
ที่ปากเกร็ดยังมีสถานท่น่าเที่ยว คือ วัดเกาะพญาเจ่ง วัดกู้ วัดชลประทานรังสฤษฎ์ สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ เมืองทองธานี | ||||
อ.ไทรน้อย มีสวนกล้วยไม้ บอนสี อ.บางบัวทอง มีวัดบางไผ่ วัดจีนที่กำลังก่อสร้าง ชื่อ วัดเล่งเน่ยยี่ | ||||
| 4.ไปสถานที่ท่องเที่ยวด้วยตนเอง 1. ลงเรือหางยาวที่ท่าช้าง กรุงเทพฯ เข้าคลองบางกอกน้อย จะได้ชมวิถีชีวิตจากสถานีรถไฟบางกอกน้อย ผ่านอู่เรือพระราชพิธี วัดต่างๆสองฝั่งคลอง เข้าเขตอำเภอบางกรวย จะเห็นวัดเกตุ วัดชลอ วัดบางอ้อยช้าง วัดแก้วฟ้า วัดไทยเจริญ วัดอุทยาน วัดโบสถ์ (บน) อำเภอบางใหญ่ วัดปรางค์หลวง วัดอัมพวัน วัดพิกุลเงิน เข้าคลองบางใหญ่ วัดอินทร์ เข้าคลองอ้อมนนท์ วัดเสาธงหิน |
ประวัติปากช่อง จ. นครราชสีมา
ปากช่องเดิมเป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ตั้งอยู่ในป่าเขาที่หนาทึบ เส้นทางคมนาคม
ไม่สะดวกมีเฉพาะเส้นทางเดินเท้า และสัตว์เป็นพาหนะ แม้แต่เกวียนยังไม่
สามารถผ่านได้ แต่มีความสำคัญมาก เพราะเป็นจุดเชื่อมโยงระหว่าง ภาคกลาง
และ ภาคอีสาน เนื่องจากเป็นป่าดิบ ยุงป่าจึงชุกชุม ทำให้ผู้สัญจรไปมา
ได้รับเชื้อไข้ป่าและเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก จึงขนานนามว่า เทือกเขาดงพญาไฟ
ต่อมา ปี พ.ศ.2434 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้สร้าง
ทางรถไฟจากกรุงเทพ ฯ -จังหวัดนครราชสีมา การสร้างทางรถไฟในจุดนี้จำเป็น
ต้องระเบิดเขาเพื่อวางรางรถไฟทำให้เกิดช่องระหว่างสองฝั่งเขา ผู้คนทั่วไปจึง
เรียกหมู่บ้าน แห่งนี้ว่า ปากช่อง ต่อมาในปี พ.ศ.2492หมู่บ้านปากช่องได้รับการยก
ฐานะเป็น ตำบลปากช่อง และเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2500 ได้รับการยกฐานะเป็น
อำเภอปากช่อง จนถึงปัจจุบัน
สภาพทั่วไปของอำเภอปากช่อง
เป็นที่ราบสูง มีภูเขาล้อมรอบ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์
สามารถปลูกพืชได้ทุกชนิดอากาศดี ฝนตกตามฤดูกาล มีป่าผืนใหญ่อุดม
ไปด้วยพืช และสัตว์ป่านานาชนิด เช่น อีเก้ง,กวาง , เสือ ,สิงห์ , กระทิง ,
แรด , ช้าง , ลิง , ค่าง ฯลฯ เมื่อได้รับการยกฐานะเป็นอำเภอปากช่องเมื่อ
ปี 2500 ช่วงนั้น จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้อนุมัติให้
สร้างเป็นอุทยาน ตัดถนนขึ้นวนเขา ลัดเลาะริมเหว ปรับปรุงให้สวยงามเพื่อ
ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว ต่อมาเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2505 ยกฐานะเป็น
อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ และได้รับการยกย่อง ขึ้นบัญชีเป็น มรดกโลก
เมื่อเดือนมิถุนายน 2543 อนุรักษ์ไว้ตลอดกาล นับเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อ
เสียงมาก เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างประเทศ ปัจจุบันมี
โรงแรม รีสอร์ท สร้างขึ้นเป็นจำนวนมากเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว
ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพ ทำไร่ ปลูกข้าวโพด น้อยหน่า มะม่วง
ผัก ผลไม้และไม้ดอกเมืองหนาว เลี้ยงโคนม โคเนื้อ ม้าแข่ง และผลิตภัณฑ์
หินอ่อนทุกชนิด มีแหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์ เพราะ มีเขื่อนลำตะคองกักเก็บน้ำขนาด
ใหญ่ทึ่สุดในภาคอีสานแจกจ่ายน้ำให้กับ อำเภอต่าง ๆทัศนีย์ภาพโดยรอบเขื่อน
สวยงาม ปัจจุบันการไฟฟ้าฝ่ายผลิตได้จัดสร้างอุโมงค์ขนาดยักษ์เพื่อถ่ายเทน้ำ
ขึ้นไปกักเก็บไว้บนอ่างยอดเขาสูง เพื่อระบายน้ำลงสู่ใบพัดเพื่อใช้ปั่นกระแสไฟฟ้า
เรียกว่าโรงงานไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ เพื่อใช้ในประเทศและจำหน่ายเพื่อนบ้าน
สถานที่ท่องเที่ยวปากช่อง จ.นครราชสีมา
การท่องเที่ยว
อำเภอปากช่องมีเขตติดต่อกับอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ซึ่งทางขึ้นอุทยาน
ด้านอำเภอปากช่องเป็นถนนที่สามารถขึ้นไปถึงบริเวณอุทยาน ได้สะดวก
เนื่องจากเขตอำเภอมีอาณาเขตติดต่อกับผืนป่าดงพญาเย็นประกอบกับเป็นที่
ราบสูง สลับภูเขา ทำให้สภาพภูมิอากาศโดยทั่วไปมีความเย็นเหมาะแก่การทำ
ปศุสัตว์ขนาดใหญ่ จึงมีฟาร์มขนาดใหญ่หลายแห่ง รวมทั้งฟาร์มโคนมโชคชัย
ซึ่งปัจจุบันพัฒนาให้มีบริเวณที่สามารถรองรับนักท่อง เที่ยวและจัดเป็นแพ็กเกจทัวร์
เพื่อเที่ยวชมภายในฟาร์ม นอกจากนี้ยังมีฟาร์มอื่น ๆ รีสอร์ต และโรงแรมอีกมาก
อาชีพ
ประชากรส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกรรม โดยมีการเพาะปลูกพืชหลายชนิด
โดยเฉพาะที่เป็นผลไม้ที่ขึ้นชื่อของอำเภอและมีการจัดงานประจำปีขึ้นทุกปี
คือ น้อยหน่า ส่วนพืชผลอื่น ๆ คือ ข้าวโพด มันสำปะหลัง อ้อย มะม่วง องุ่น
และลิ้นจี่ พืชผักอื่น ๆ ที่เพาะปลูกมาก คือ มะละกอ พริก ผักชี แตงกวา และ
ต้นหอม นอกจากนี้ การทำปศุสัตว์ก็เป็นอีกอาชีพที่ได้รับความนิยม คือ
การเลี้ยงไก่ สุกร และโคนม โดยมีโรงงานฟักไข่ขนาดใหญ่อยู่ในอำเภอ รวมทั้งมี
โรงงานแปรรูปและบรรจุนมวัวทั้งเล็กและใหญ่หลายแห่งสำหรับด้านพาณิชยกรรม
และอุตสาหกรรมหลัก โดยทั่วไปจะอยู่ในเขตตัวเมืองซึ่งเป็นเขตการค้าที่ไม่กระจุก
ตัว แต่จะมีที่ตั้งตามแนวถนนทั้งสองฝั่งของถนนมิตรภาพ มีตลาดในตัวเมือง
เพื่อแลกเปลี่ยนสินค้าหลายแห่ง แต่มีเขตติดต่อกันจนดูเหมือนเป็นแห่งเดียวกัน
ทำให้ดูมีอาณาเขตกว้างขวาง ซึ่งสามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้มาก โดยเฉพาะ
ช่วงวันหยุดซึ่งจะมีนักท่องเที่ยวจากกรุงเทพมหานครมาพักผ่อนปากช่องมีระดับ
โอโซนเป็นอันดับ 7 ของโลก ทำให้นักท่องเที่ยวได้รับอากาศที่บริสุทธิ์ สดชื่น
ดีต่อสุขภาพ บริเวณเขตติดต่อกับอำเภอสีคิ้วเป็นที่ตั้งของเขื่อนลำตะคอง
ซึ่งมีจุดชม วิวที่สวยงาม เหมาะแก่การพักผ่อนโดยตัวเขื่อนอยู่ห่างจากตัว
อำเภอปากช่องประมาณ 15 กิโลเมตร ส่วนตำบลกลางดงเป็นแหล่งแวะ
พักเพื่อซื้อของฝากประเภทผลไม้ต่าง ๆ มากมายสดจากไร่และข้าวโพด
หวานอันเลื่องชื่อของไร่สุวรรณ
วันอังคาร, กันยายน 23, 2551
ประวัติเกาะเกร็ด

พระตำหนักสง่างาม ลือนามสวนสมเด็จ เกาะเกร็ดแหล่งดินเผา
วัดเก่านามละบือ เลื่องลือทุเรียนนท์ งามน่ายลศูนย์ราชการ
สถานที่ท่องเที่ยว วิหารเซียน

ท่องเที่ยวสัตหีบ ที่อเนกกุศลศาลา หรือ วิหารเซียน

สวัสดีครับ...ท่านผู้เยี่ยมชม ขอแนะนำท่านให้รู้จักกับสถานที่ ท่องเที่ยวที่เป็น
ศิลปสถานเพื่อการอนุรักษ์ และเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมไทย และจีน ที่ยิ่งใหญ่...อเนกกุศลศาลา
หรือที่รู้จักกันในนาม " วิหารเซียน " นั้นเป็นแหล่งรวมของงานศิลปะของไทย และจีน
โดยนาย สง่า กุลกอบเกียรติ พร้อมด้วยคณะและญาติมิตร ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาติจาก
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้สร้างขึ้นเพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในมงคลวโรกาสที่ทรงเจริญ
พระชมน์พรรษาครบ 5 รอบเมื่อปีพุทธศักราช 2530 โดย นายสง่า ได้รับพระราชทานที่ดินในบริเวณ
โครงการพัฒนาพื้นที่วัดญาณสังวรารามอันเนื่องมาจาก พระราชดำริ และทรงพระราชทานฤกษ์ใน
การก่อสร้างเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2531 และพระราชทานนามอาคารนี้ว่า " อเนกกุศลศาลา "
การก่อสร้างใช้เวลาทั้งสิ้น 4 ปีกว่า และวันที่ 24 ธันวาคม 2536 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้
เสด็จมาทำพิธีเปิดอเนกกุศลศาลา โดยในวันเดียวกันนี้นาย สง่า กอบเกียรติกุล ก็ได้น้อมถวาย อาคาร
อเนกกุศลศาลาแห่งนี้พร้อมทั้งโบราณวัตถุที่จัดแสดงทั้งหมดในวิหารนี้ แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงมอบหมายให้คณะกรรมการ
พิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ รับไปดูแลต่อโดยให้ มูลนิธิอเนกกุศศาลา
ในพระสังฆราชูปถัมภ์เป็นผู้รับผิดชอบการดูแลบริหารงานของ อเนกกุศลศาลาต่อไปซึ่งในปัจจุบัน
ได้มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และต่างประเทศให้ความสนใจเข้ามาเยี่ยมชมเป็นจำนวนมาก.
ลักษณะของการท่องเที่ยว อเนกกุศลศาลาแห่งนี้เป็นงานก่อสร้างที่มีรูปแบบในทางสถาปัตยกรรมศิลปกรรมชั้นสูงของจีน โดยตัวอาคารใหญ่มีรูปทรงเป็นแบบวิหารจีนสูง 3 ชั้น มีกลุ่มศาลาเก๋งบริวาร โดยรอบและหลังคา ได้ถูกตกแต่งด้วยปฎิมากรรมอันวิจิตร ภายในได้รวบรวมเอาศิลปกรรมชั้นสูงทั้งโบราณวัตถุงาน ศิลปกรรมร่วมสมัยของจีนไว้เป็นจำนวนมากที่ประเมินค่ามิได้ โดยมีโบราณวัตถุที่ทรงคุณค่า
เป็นจำนวน 328 รายการที่รัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยกระทรวงวัฒนธรรม มอบให้เป็นสมบัติของอเนกกุศลศาลาแห่งนี้เช่น หุ่นทหารดินเผาและรถม้าสำริดจากสุสาน
จิ๋นซีฮ่องเต้ ภาพเขียนที่งดงามของจีน รวมถึงภาคเอกชนต่างๆของจีน ไต้หวัน ฮ่องกงและไทย ที่ได้มอบโบราณวัตถุต่างๆให้อีกด้วย
วันจันทร์, กันยายน 22, 2551
ประวัติหลวงปู่ทวด เหยียบน้ำทะเลจืด
สมเด็จเจ้าพะโคะหรือหลวงพ่อทวด เป็นที่รู้จักของชาวไทยทุกภูมิภาค
ในฐานะพระศักดิ์สิทธิ์ที่มีอิทธิปาฏิหาริย์และอภิญญาแก่กล้าจนได้สมญา
ว่า "หลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืด" ประวัติอันพิสดารของท่านมีเล่าสืบ
กันมาไม่รู้จบสิ้น ยิ่งนานวันยิ่งซับซ้อนและขยายวงกว้างออกไปกลายเป็น
ความเชื่อความศรัทธาอย่างฝังใจหลวงพ่อทวดเป็นบุคคลที่มีตัวตนจริงๆ เรื่องราวต่อไปนี้ผู้เขียนได้รวบรวมจากหนังสืออ้างอิงหลายเล่มทั้งที่เป็น
ตำนานหลักฐานทางประวัติศาสตร์ หนังสือและเอกสารต่างๆ พอจะให้
ท่านผู้อ่านได้ทราบว่า หลวงพ่อทวดคือใคร เกิดในสมัยใดและได้สร้าง
คุณประโยชน์แก่ประเทศชาติและพระศาสนาไว้อย่างไรบ้าง เพื่อเป็น
คติเตือนใจแก่อนุชนรุ่นหลังสืบไปทารกอัศจรรย์เมื่อประมาณสี่ร้อยปีที่ผ่าน
มาในตอนปลายรัชสมัยของพระมหาธรรมราชา แห่งกรุงศรีอยุธยา ณ หมู่
บ้านสวนจันทร์ ตำบลชุมพล เมืองจะทิ้งพระตรงกับวันศุกร์ เดือนสี่ ปีมะโรง
พุทธศักราช 2125 ได้มีทารกเพศชายผู้หนึ่งถือกำเนิดจากครอบครัวเล็กๆ
ฐานะยากจนแร้นแค้น แต่มีจิตอันเป็นกุศล ชอบทำบุญสุนทานยึดมั่นใน
ศีลธรรมอันดี ปราศจากการเบียดเบียนมนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย ทารกน้อย
ผู้นี้มีนายว่า "ปู" เป็นบุตรของนายหู นางจันทร์ ในขณะเยาว์วัย ทารกผู้นั้นยังความอัศจรรย์ให้แก่บิดามารดาตลอดจนญาติพี่น้องทั้งหลาย ด้วยอยู่มาวันหนึ่งมีงูตระบองสลาตัวใหญ่มาขดพันอยู่รอบเปลที่ทารกน้อย
นอนหลับอยู่ และงูใหญ่ตัวนั้นไม่ยอมให้ใครเข้ามาใกล้เปลที่ทารกน้อยนอน
อยู่เลย จนกระทั่งบิดามารดาของเด็กเกิดความสงสัยว่า พญางูตัวนั้น
น่าจะเป็นเทพยดาแปลงมาเพื่อให้เห็นเป็นอัศจรรย์ในบารมีของลูกเรา
เป็นแน่แท้ จึงรีบหาข้าวตอกดอกไม้และธูปเทียนมาบูชาสักการะ งูใหญ่
จึงคลายลำตัวออกจากเปลน้อย เลื้อยหายไป ต่อมาเมื่อพญางูจากไปแล้ว บิดามารดาทั้งญาติต่างพากันมาที่เปลด้วยความห่วงใยทารก ก็ปรากฏ
ว่าเด็กชายปูยังคงนอนหลับอยู่เป็นปกติ แต่เหนือทรวงอกของทารกกลับ
มีดวงแก้วดวงหนึ่งมีแสงรุ่งเรืองเป็นรัศมีหลากสี ตาหู นางจันทร์จึงเก็บ
รักษาไว้ นับแต่บัดนั้นฐานะความเป็นอยู่การทำมาหากินก็จำเริญรุ่งเรือง
ขึ้นเป็นลำดับอยู่สุขสบายตลอดมาสามีราโมเมื่อกาลล่วงมานานจนเด็ก
ชายปูอายุได้เจ็ดขวบ บิดาได้นำไปฝากสมภารจวง วัดกุฏิหลวง (วัดดีหลวง) เพื่อให้เล่าเรียนหนังสือเด็กชายปูมีความเฉลียวฉลาดมาก สามารถเรียน
หนังสือขอมและไทยได้อย่างรวดเร็ว ครั้นอายุได้ 15 ปี ก็บรรพชา
เป็นสามเณรและบิดาได้มอบแก้ววิเศษไว้เป็นของประจำตัว ต่อมาสามเณรปูได้ไปศึกษาต่อกับสมเด็จพระชินเสน ที่วัดสีหยัง (สีคูยัง) ครั้นอายุครบอุปสมบทจึงได้เดินทางไปศึกษาต่อที่นครศรีธรรมราช
ณ สำนักพระมหาเถระปิยทัสสี ได้ทำการอุปสมบทมีฉายาว่า
"ราโม ธมฺมิโก" แต่คนทั่วไปเรียกท่านว่า "เจ้าสามีราม" หรือ "เจ้าสามีราโม" เจ้าสามีรามได้ศึกษาอยู่ที่วัดท่าแพ วัดสีมาเมือง และวัดอื่นๆ อีกหลายวัด เมื่อเห็นว่าการศึกษาที่นครศรีธรรมราชเพียงพอแล้วจึงขอโดยสารเรือ
สำเภาเดินทางไปกรุงศรีอยุธยา ขณะเดินทางถึงเมืองชุมพร เกิดคลื่น
ทะเลปั่นป่วน เรือไม่สามารถแล่นฝ่าคลื่นลมไปได้ต้องทอดสมออยู่
ถึงเจ็ดวัน ทำให้เสบียงอาหารและน้ำหมดบรรดาลูกเรือตั้งข้อสงสัย
ว่าการที่เกิดเหตุอาเพศในครั้งนี้เพราะเจ้าสามีราม จึงตกลงใจให้ส่ง
เจ้าสามีรามขึ้นเกาะและได้นิมนต์ให้เจ้าสามีรามลงเรือมาด ขณะที่
นั่งอยู่ในเรือมาดนั้น ท่านได้ห้อยเท้าแช่ลงไปในทะเลก็บังเกิดอัศจรรย์
น้ำทะเลบริเวณนั้นเป็นประกายแวววาวโชติช่วงเจ้าสามีรามจึงบอก
ให้ลูกเรือตักน้ำขึ้นมาดื่มก็รู้สึกว่าเป็นน้ำจืด จึงช่วยกันตักไว้จนเพียงพอ
นายสำเภาจึงนิมนต์ให้ท่านขึ้นสำเภาอีก และตั้งแต่นั้นมาเจ้าสามีราม
ก็เป็นชีต้นหรืออาจารย์สืบมา
เมื่อถึงกรุงศรีอยุธยา ก็ได้ไปพำนักอยู่ที่วัดแค ศึกษาธรรมะที่
วัดลุมพลีนาวาส ต่อมาได้ไปพำนักอยู่ที่วัดของสมเด็จพระสังฆราช
ได้ศึกษาธรรมและภาษาบาลี ณ ที่นั้นจนเชี่ยวชาญจึงทูลลาสมเด็จ
พระสังฆราชไปจำพรรษาที่วัดราชนุวาส เมื่อประมาณ พ.ศ. 2149
ตรงกับรัชสมัยของสมเด็จพระเอกาทศรถรบด้วยปัญญา
กระทั่งวันหนึ่งถึงกาลเวลาที่ชื่อเสียงของหลวงพ่อทวดหรือเจ้าสามีราม
จะระบือลือลั่นไปทั่วกรุงสยาม จึงได้มีเหตุพิสดารอุบัติขึ้นในรัชสมัยของ
พระเอกาทศรถ กล่าวคือ สมัยนั้นพระเจ้าวัฏฏะคามินแห่งประเทศลังกา
ซึ่งเคยเป็นเมืองขึ้นของอาณาจักรแหลมทองทางภาคใต้ คิดแก้มือด้วยการ
ท้าพนันแปลธรรมะ และต้องการจะแผ่พระบรมเดชานุภาพมาทางแหลมทอง
ใคร่จะได้กรุงศรีอยุธยามาเป็นประเทศราช แต่พระองค์ไม่ปรารถนาให้เกิด
ศึกสงครามเสียชีวิตแก่ประชาชนทั้งสองฝ่าย จึงทรงวางแผนการเมืองด้วย
สันติวิธี คิดหาทางรวบรัดเอากรุงศรีอยุธยาเป็นเมืองขึ้นด้วยสติปัญญา
เป็นสำคัญ เมื่อคิดได้ดังนั้น พระเจ้ากรุงลังกาจึงมีพระบรมราชโองการสั่งให้
พนักงาน ท้องพระคลังเบิกจ่ายทองคำบริสุทธิ์แล้วให้ช่างทองประจำราช
สำนักไปหล่อ ทองคำเหล่านั้นให้เป็นตัวอักษรบาลีเล็กเท่าใบมะขาม ตาม
พระอภิธรรมทั้งเจ็ดคัมภีร์ จำนวน 84,000 ตัว จากนั้นก็ทรงรับสั่งให้พราหมณ์
ผู้เฒ่าอันมีฐานะเทียบเท่าปุโรหิตจำนวนเจ็ดท่านคุมเรืองสำเภาเจ็ดลำบรรทุก
เสื้อผ้าแพรพรรณ และของมีค่าออกเดินทางมายังกรุงศรีอยุธยาพร้อมกับปริศนา
ธรรมของพระองค์ เมื่อพราหมณ์ทั้งเจ็ดเดินทางลุล่วงมาถึงกรุงสยามแล้วก็
เข้าเฝ้าถวายพระราชสาส์นของกษัตริย์ตนแก่พระเจ้าเอกาทศรถ มีใจความใน
พระราชสาส์นว่าพระเจ้ากรุงลังกาขอท้าให้พระเจ้ากรุงสยามทรงแปลและเรียบ
เรียงเมล็ดทองคำตามลำดับใหเสร็จ้ภายในกำหนดเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้รับ
พระราชสาส์นนี้เป็นต้นไป ถ้าทรงกระทำไม่สำเร็จตามสัญญาก็จะยึดกรุงศรีอยุธยา
ให้อยู่ใต้พระบรมเดชานุภาพของพระองค์ และทางกรุงสยามจะต้องส่งดอกไม้
เงินดอกไม้ทองอีกทั้งเครื่องราชบรรณาการแก่กรุงลังกาตลอดไปทุกๆ ปีเยี่ยง
ประเทศราชทั้งหลายพระสุบินนิมิตเมื่อพระเอกาทศรถทรงทราบความ ดังนั้น
จึงมีพระบรมราชโองการให้สังฆการเขียนประกาศนิมนต์พระราชาคณะ
และพระเถระทั่วพระมหานคร ให้กระทำหน้าที่เรียบเรียงและแปลตัวอักษร
ทองคำในครั้งนี้ แต่ก็ไม่มีท่านผู้ใดสามารถเรียบเรียงและแปลอักษรทองคำ
ในครั้งนี้ได้จนกาลเวลาลุล่วงผ่านไปได้หกวัน ยังความปริวิตกแก่พระองค์
และไพร่ฟ้าประชาชนต่างพากันโจษขานถึงเรื่องนี้ให้อื้ออึงไปหมดครั้น
ราตรีกาลยามหนึ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเข้าพระบรรทมทรงสุบินว่า ได้มีพระยาช้างเผือกลักษณะบริบูรณ์เฉกเช่นพระยาคชสารเชือกหนึ่ง ผายผัน
มาจากทางทิศตะวันตก เยื้องย่างเข้ามาในพระราชนิเวศน์แล้วก้าวเข้าไปยืน
ผงาดตระหง่านบนพระแท่นพลางเปล่งเสียงโกญจนาทกึกก้องไปทั่วทั้งสี่ทิศ เสียงที่โกญจนาทด้วยอำนาจของพระยาคชสารเชือกนั้นยังให้พระองค์ทรง
สะดุ้งตื่นจากพระบรรทมรุ่งเช้าเมื่อพระองค์เสด็จออกว่าราชการ ได้ทรงรับ
สั่งถึงพระสุบินนิมิตประหลาดให้โหรหลวงฟังและได้รับการกราบถวายบังคม
ทูลว่าเรื่องนี้หมายถึงชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ของพระองค์และพระบรมเดชานุภาพ
จะแผ่ไพศาลไปทั่วสารทิศเป็นที่เกรงขามแก่อริราชทั้งปวง ทั้งจะมีพระภิกษุ
หนุ่มรูปหนึ่งจากทางทิศตะวันตก มาช่วยขันอาสาแปลและเรียบเรียงตัวอักษร
ทองคำปริศนาได้สำเร็จ พระเจ้าอยู่หัวได้ฟังดังนั้นจึงค่อยเบาพระทัย และรับสั่ง
ให้ข้าราชบริพารทั้งมวลออกตามหาพระภิกษุรูปนั้นทันทีอักษรเจ็ดตัวต่อมาสังฆ
การีได้พยายามเสาะแสวงหาจนไปพบ "เจ้าสามีราม"ที่วัดราชานุวาส และเมื่อได้
้ไต่ถามได้ความว่าท่านมาจากเมืองตะลุง (พัทลุงในปัจจุบัน) เพื่อศึกษาพระธรรม
วินัย สังฆการี จึงเล่าความตามเป็นจริงให้เจ้าสามีรามฟังทั้งได้อ้างตอนท้ายว่า "เห็นจะมีท่านองค์เดียวที่ตรงกับพระสุบินของพระเจ้าอยู่หัวจึงใคร่ขอนิมนต์ให้
ไปช่วยแก้ไขในเรื่องร้ายดังกล่าวให้กลายเป็นดี ณ โอกาสนี้" ครั้นแล้วเจ้าสามี
รามก็ตามสังฆการีไปยังที่ประชุมสงฆ์ ณ ท้องพระโรง พระเจ้าอยู่หัวทรงมีรับสั่งให้
พนักงานปูพรมให้ท่านนั่งในที่อันควร พราหมณ์ทั้งเจ็ดคนได้ประมาทเจ้าสามีราม
โดยว่า เอาเด็กสอนคลานมาให้แก้ปริศนา เจ้าสามีรามก็แก้คำพราหมณ์ว่า กุมาร
เมื่ออกมาแต่ครรภ์พระมารดา กี่เดือนกี่วันจึงรู้คว่ำ กี่เดือนกี่วันจึงรู้นั่งกี่เดือนกี่วัน
จึงรู้คลาน จะว่ารู้คว่ำแก่ หรือจะว่ารู้นั่งแก่หรือจะว่ารู้คลานแก่ ทำไมจึงว่าเราจะ
แก้ปริศนาธรรมมิได้พราหมณ์ก็นิ่งไปไม่สามารถตอบคำถามท่านได้ จากนั้นจึง
รีบนำบาตรใส่อักษรทองคำเข้าไปประเคนแก่เจ้าสามีรามท่านรับประเคนมาจาก
มือพราหมณ์แล้วนั่งสงบจิตอธิษฐานว่า"ขออำนาจคุณบิดามารดาครูบาอาจารย์
์และอำนาจผลบุญกุศลที่ได้สร้างมาแต่ปางก่อนและอำนาจเทพยดาที่รักษาพระนคร
ตลอดถึงเทวดาอารักษ์ศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ครั้งนี้อาตมาจะแปลพระธรรมช่วยกู้บ้าน
กู้เมือง ขอให้ช่วยดลบันดาลจิตใจให้สว่างแจ้งขจัดอุปสรรคที่จะมาขัดขวาง ขอให้
แปลพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าสำเร็จสมปรารถนาเถิด"ท่านรับประเคนมาจาก
มือพราหมณ์แล้วนั่งสงบจิตอธิษฐานว่า "ขออำนาจคุณบิดามารดาครูบาอาจารย์และ
อำนาจผลบุญกุศลที่ได้สร้างมาแต่ปางก่อนและอำนาจเทพยดาที่รักษาพระนครตลอด
ถึงเทวดาอารักษ์ศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ครั้งนี้อาตมาจะแปลพระธรรมช่วยกู้บ้านกู้เมือง ขอให้ช่วยดลบันดาลจิตใจให้สว่างแจ้งขจัดอุปสรรคที่จะมาขัดขวาง ขอให้แปลพระธรรม
คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าสำเร็จสมปรารถนาเถิด"ครั้นแล้วท่านก็คว่ำบาตรเทอักษร
ทองคำเริ่มแปลปริศนาธรรมทันทีด้วยอำนาจบุญญาบารมี กฤษดาภินิหารของท่านที่ได้จุติ
ลงมาเป็นพระโพธิสัตว์โปรดสัตว์ในพระพุทธศาสนากอปรกับโชคชะตาของประเทศชาติ
ที่จะไม่เสื่อมเสียอธิปไตยเดชะบุญญาบารมีในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เทพยาดา
ทั้งหลายจึงดลบันดาลให้ท่านเรียบเรียงและแปลอักษรจากเมล็ดทองคำ 84,000 ตัว เป็นลำดับโดยสะดวกไม่ติดขัดประการใดเลยขณะที่ท่านเรียบเรียงและแปลอักษรไปได้
มากแล้ว ปรากฏว่าเมล็ดทองคำตัวอักษรขาดหายไปเจ็ดตัวคือ ตัว สัง วิ ธา ปุ กะ ยะ ปะ
ท่านจึงทวงถามเอาที่พราหมณ์ทั้งเจ็ด พราหมณ์ทั้งเจ็ดก็ยอมจำนวนจึงประเคนเมล็ดทองคำ
ที่ตนซ่อนไว้นั้นให้ท่านแต่โดยดี ปรากฏว่าท่านแปลพระไตรปิฎกจากเมล็ดทองคำสำเร็จ
บริบูรณ์เป็นการชนะพราหมณ์ในเวลาเย็นของวันนั้นพระราชมุนีสมเด็จพระเอกาทศรถทรง
พระโสมนัสยินดีเป็นที่ยิ่ง ทรงมีรับสั่งถวายราชสมบัติให้แก่เจ้าสามีรามให้ครอง 7 วัน
แต่ท่านก็มิได้รับโดยให้เหตุผลว่าท่านเป็นสมณะ พระองค์ก็จนพระทัยแต่พระประสงค์
อันแรงกล้าที่จะสนองคุณความดีความชอบอันใหญ่ยิ่งให้แก่ท่านในครั้งนี้ จึงพระราชทาน
สมณศักดิ์ให้เจ้าสามรามเป็น "พระราชมุนีสามีรามคุณูปมาจารย์" ในเวลานั้น พระราชมุนี
สามีรามคุณูปมาจารย์หรือหลวงพ่อทวดได้ไปจำพรรษาอยู่ ณ วัดราชานุวาส ศึกษาและ
ปฏิบัติธรรมอยู่เป็นเวลาหลายปี ด้วยความสงบร่มเย็นเป็นสุขตลอดมาโรคห่าเหือดหาย
ต่อจากนั้น กรุงศรีอยุธยาเกิดโรคห่าระบาดไปทั่วเมือง ประชาราษฎรล้มป่วยเจ็บตายลง
เป็นอันมากประชาชนพลเมืองเดือดร้อนเป็นยิ่งนัก สมัยนั้นหยูกยาก็ไม่มีนิยมใช้รักษา
ป้องกันด้วยอำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยพระเจ้าอยู่หัวทรงพระวิตกกังวลมากเพราะไม่มีวิธี
ใดจะช่วยรักษาและป้องกันโรคนี้ได้ ทรงระลึกถึงพระราชมุนีฯ มีรับสั่งให้อำมาตย์ไปนิมนต์
ท่านเจ้าเฝ้า ท่านได้ช่วยไว้อีกครั้งโดยรำลึกถึงคุณพระศรีรัตนตรัยและดวงแก้ววิเศษ แล้ว
ทำน้ำพระพุทธมนต์ประพรมแก่ประชาชนทั่วทั้งพระนคร โรคห่าก็หายขาดด้วยอำนาจ คุณ
ความดีและคุณธรรมอันสูงส่งทำให้พระเจ้าอยู่หัวทรงเลื่อนสมณศักดิ์ท่านขึ้นเป็นพระสังฆราช
มีนามว่า "พระสังฆราชคูรูปาจารย์" และทรงพอพระราชหฤทัยในองค์ท่านเป็นอย่างยิ่ง
ถึงกับทรงมีรับสั่งว่า "หากสมเด็จเจ้าฯ ประสงค์สิ่งใด หรือจะบูรณะวัดวาอารามใดๆ
ข้าพเจ้าจะอุปถัมภ์ทุกประการ" กลับสู่ถิ่นฐานครั้นกาลเวลาล่วงไปหลายปี สมเด็จเจ้าฯ
ได้เข้าเฝ้าถวายพระพรทูลลาจะกลับภูมิลำเนาเดิม พระองค์ทรงอาลัยมากไม่กล้าทัดทาน
เพียงแต่ตรัสว่า "สมเด็จอย่าละทิ้งโยม"แล้วเสด็จมาส่งสมเด็จเจ้าฯ จนสิ้นเขตพระนคร
ศรีอยุธยา ขณะที่ท่านรุกขมูลธุดงค์ สมเด็จเจ้าฯ ได้เผยแผ่ธรรมะไปด้วยตามเส้นทาง ผ่านที่ไหนมีผู้เจ็บป่วยก็ทำการรักษาให้ตามแนวทางที่ท่านเดินพักแรมที่ใดนั้น ที่นั่นก็
เกิดเป็นสถานศักดิ์สิทธิ์ ประชาชนในถิ่นนั้นได้ทำการเคารพสักการะบูชามาถึงบัดนี้
ได้แก่ที่บ้านโกฏิ อำเภอปากพนัง ที่หัวลำภูใหญ่อำเภอหัวไทร และอีกหลายแห่ง
สมเด็จเจ้าพะโคะต่อจากนั้น ท่านก็ได้ธุดงค์ไปจนถึงวัดพัทธสิงห์บรรพตพะโคะ
อันเป็นจุดหมายปลายทาง ประชาชนต่างซึ่งชื่นชมยินดีแซ่ซ้องสาธุการต้อนรับ
ท่านเป็นการใหญ่ และได้พร้อมกันถวายนามท่านว่า "สมเด็จเจ้าพะโคะ" และเรียกชื่อวัดพัทธสิงห์บรรพตพะโคะว่า "วัดพะโคะ" มาจนบัดนี้ สมเด็จเจ้าฯ
เห็นวัดพระโคะเสื่อมโทรมมาก เนื่องจากถูกข้าศึกทำลายโจรกรรม มีสภาพ
เหมือนวัดร้างสมเด็จเจ้าฯ กับท่านอาจารย์จวง คิดจะบูรณะปฏิสังขรณ์วัดพะโคะ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทราบ ยินดีและอนุโมทนาเป็นอย่างยิ่งโปรดให้
้นายช่างผู้ชำนาญ 500 คน และทรงพระราชทานสิ่งของต่างๆและเงินตราเพื่อการ
นี้เป็นจำนวนมาก ใช้เวลาประมาณ 3 ปี จึงแล้วเสร็จสิ่งสำคัญในวัดพะโคะหรือ พระสุวรรณมาลิกเจดีย์ศรีรัตนมหาธาต ุภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุซึ่งพระอรหันต์
นามว่าพระมหาอโนมทัสสีได้เป็นผู้เดินทางไปอัญเชิญมาจาก ประเทศอินเดียสมเด็จเจ้าฯ
ได้จำพรรษาเผยแผ่ธรรมที่วัดพะโคะอยู่หลายพรรษา เหยียบน้ำทะเลจืดขณะที่สมเด็จเจ้าฯ
จำพรรษาอยู่ ณ วัดพะโคะ ครั้งนี้คาดคะเนว่าท่านมีอายุกาลถึง 80 ปีเศษ อยู่มาวันหนึ่ง
ท่านถือไม้เท้าศักดิ์สิทธิ์ประจำตัวไม้เท้านี้มีลักษณะคดไปมาเป็น 3 คด ชาวบ้านเรียกว่า "
ไม้เท้า 3 คด" ท่านออกจากวัดมุ่งหน้าเดินไปยัง ชายฝั่งทะเลจีนขณะที่ท่านเดินพักผ่อน
รับอากาศทะเลอยู่นั้น ได้มีเรือโจรสลัดจีนแล่นเลียบชายฝั่งมา พวกโจรจีนเห็นท่านเดิน
อยู่คิดเห็นว่าท่านเป็นคนประหลาดเพราะท่านครองสมณเพศ พวกโจรจึงแวะเรือเทียบ
ฝั่งจับท่านลงเรือไป เมื่อเรือโจรจีนออกจากฝั่งไม่นาน เหตุมหัศจรรย์ก็ปรากฏขึ้น คือ
เรือลำนั้นแล่นต่อไปไม่ได้ต้องหยุดนิ่งอยู่กับที่ พวกโจรจีนพยายามแก้ไขจนหมด
ความสามารถเรือก็ยังไม่เคลื่อน จึงได้จอดเรือนิ่งอยู่ ณที่นั้นเป็นเวลาหลายวันหลายคืน ในที่สุดน้ำจืดที่นำมาบริโภคในเรือก็หมดสิ้น จึงขาดน้ำจืดดื่มและหุงต้มอาหารพากัน
เดือดร้อนกระวนกระวายด้วยกระหายน้ำเป็นอย่างมาก สมเด็จเจ้าฯท่านเห็นเหตุการณ์
ความเดือดร้อนของพวกโจรถึงขั้นที่สุดแล้ว ท่านจึงเหยียบกราบเรือให้ตะแคงต่ำลง
แล้วยื่นเท้าเหยียบลงบนผิวน้ำทะเล ทั้งนี้ย่อมไม่พ้นความสังเกตของพวกโจรจีนไปได้
เมื่อท่านยกเท้าขึ้นจากพื้นน้ำทะเลแล้ว ก็สั่งให้พวกโจรตักน้ำตรงนั้นมาดื่มชิมดู
พวกโจรจีนแม้จะไม่เชื่อก็จำเป็นต้องลอง เพราะไม่มีทางใดจะช่วยตัวเองได้แล้ว แต่ได้ปรากฏว่าน้ำทะเลเค็มจัดที่ตรงนั้นแปรสภาพเป็นน้ำจืด เป็นที่อัศจรรย์ยิ่งนัก พวกโจรจีนได้เห็นประจักษ์ในคุณอภินิหารของท่านเช่นนั้น ก็พากันหวาดเกรงภัย
ที่จะเกิดแก่พวกเขาต่อไป จึงได้พากันกราบไหว้ขอขมาโทษแล้วนำท่านล่องเรือ
ส่งกลับขึ้นฝั่งต่อไปเมื่อสมเด็จเจ้าฯ ขึ้นจากเรือเดินกลับวัดถึงที่แห่งหนึ่งท่านหยุด
พักเหนื่อย ได้เอา "ไม้เท้า 3 คด"พิงไว้กับต้นยางสองต้นอันยืนต้นคู่เคียงกัน
ต่อมาต้นยางสองต้นนั้นสูงใหญ่ขึ้น ลำต้นและกิ่งก้านสาขาเปลี่ยนไปจากสภาพเดิก
กลับคดๆ งอๆ แบบเดียวกับรูปไม้เท้าทั้งสองต้น ประชาชนในถิ่นนั้นเรียกว่าต้นยาง
ไม้เท้า ซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่ง ปรากฏอยู่ถึงทุกวันนี้สมเด็จเจ้าพะโคะหรือ
หลวงพ่อทวดครองสมณเพศและจำพรรษาอยู่ที่วัดพะโคะ เป็นที่พึ่งของประชาราษฎร์
มีความร่มเย็นเป็นสุข ได้ช่วยการเจ็บไข้ได้ทุกข์ บำรุงสุข เทศนาสั่งสอนธรรมของ
พระพุทธองค์ ประดุจร่มโพธิ์ร่มไทรของปวงพุทธศาสนิกชนตลอดมาสังขารธรรม
หลังจากนั้นหลายพรรษา สมเด็จเจ้าฯ หายไปจากวัดพะโคะเที่ยวจาริกเผยแผ่ธรรมะ
ไปหลายแห่ง จากหลักฐานทราบว่าท่านได้ไปพำนักที่เมืองไทรบุรี ชาวบ้านเรียกท่าน
ว่า "ท่านลังกา" และได้ไปพำนักที่วัดช้างไห้ ชาวบ้านเรียกท่านว่า "ท่านช้างให้" ดังนี้
ท่านได้สั่งแก่ศิษย์ว่าหากท่านมรณภาพเมื่อใด ขอให้ช่วยกันจัดการหามศพไปทำการ
ฌาปนกิจ ณ วัดช้างให้ด้วยขณะหามศพพักแรมนั้น ณที่ใดน้ำเหลืองไหลลงสู่พื้นดินที่
ตรงนั้นให้เอาเสาไม้แก่นปักหมายไว้ต่อไปข้างหน้าจะเป็นสถานที่ี่ศักดิ์สิทธิ์อยู่มาไม่นาน
เท่าไร ท่านก็ได้มรณภาพลงด้วยโรคชรา ปวงศาสนิกก็นำพระศพมาไว้ที่วัดช้างให้อำเภอ
โคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี สถานที่ที่สมเด็จเจ้าฯเคยพำนักอยู่ หรือไปมา นับได้ดังนี้ วัดกุฎิหลวง วัดสีหยังวัดเสมาเมือง นครศรีธรรมราช กรุงศรีอยุธยา วัดพะโคะ วัดเกาะใหญ่ วัดในไทรบุรี และวัดช้างให้ปัจฉิมภาคสมเด็จเจ้าฯ ในฐานะพระโพธิสัตว์หน่อพระพุทธภูมิ ผู้ทรงศีลวิสุทธิ
ิทรงธรรมและปัญญาญาณอันล้ำเลิศ กอปรด้วยกฤษดาภินิหารและปาฏิหาริย์ไม่ว่าท่าน
จะพำนักอยู่สถานที่ใด ที่นั่นจะเป็นศูนย์กลางในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ไม่ว่าท่าน
จะจาริกไป ณ ที่ใด ก็จะมีคนกราบไหว้ฟังธรรม หลักการปฏิบัติของท่านเป็นหลักสำคัญของ
พระโพธิสัตว์คือช่วยเหลือประชาชน และเผยแพร่ธรรมะให้ชาวโลกอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข มีความเคารพเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า พระธรรมและพระสงฆ์สมดังคำว่า "พุทธัง ธัมมัง
สังฆัง สรณัง คัจฉามิ" ตลอดไป
หลวงปู่ทวด

ในเรื่องเพชรพระอุมานั้นกล่าวถึงพระเครื่องของวัดนี้ค่อนข้างมาก อาจเป็นเพราะผู้เขียนคือคุณลุงพนมเทียนเป็นคนพื้นเพเดิมกับสถานที่ตั้งของวัดนี้
นั่นคือ จังหวัดปัตตานี ซึ่งในเรื่องนั้นกล่าวถึงพระเครื่องชุดนี้ 2 องค์ ดังนี้
1. องค์แรกเจ้าของก็คือ รพินทร์ ไพรวัลย์ ซึ่งเป็นพระเครื่อง หนึ่งในสามที่มอบให้กับ
ดาริน สำหรับพระเครื่ององค์นี้นั้นดารินได้ตัดสินใจ นำไปคล้องให้กับเจ้าด้วน หลังจากที่มหาฤาษีโกณฑัญญะมาบอกให้ดารินระวังเจ้าด้วนจะ ถูกมนต์คชสารเข้า
ครอบงำ และพระองค์นี้ก็ติดอยู่กับคอเจ้าด้วนจนจบเรื่อง
2. องค์สุดท้าย เจ้าของก็คือเชิดวุธ ไกรรณยุทธ นายทหารหนุ่มแห่งกองทัพไทย ซึ่งเชิดวุธได้เล่าให้รพินทร์ฟังว่า ได้มาจากมือ หลวงพ่อทิม(ผู้สร้างพระองค์นี้)ในคราวที่
ไปราชการที่ภาคใต้
นอกจากนี้เชิดวุธยังได้เล่าถึงประสบการณ์ปาฎิหารย์ ที่ตัวเองเจอมาให้รพินทร์ฟัง ดังนี้
- หลังจากรับพระและขับรถจี๊ปออกจากวัด แล้วเกิดรถคว่ำหลายตลบแต่เจ้าตัวไม่เป็นไร
- ในสงครามเวียดนามขณะเดินลาดตระเวณ เชิดวุธเดินเหยียบกับระเบิด แต่ไม่ระเบิด ส่วนทหารอเมริกันที่เดินตามมาข้างหลังตายเรียบทั้ง4คน
- ในสงครามเวียดนามเหมือนกัน ถูกเวียดกงกดด้วยอาการ์(AK47)ทั้งหลายชุด แต่ไม่เข้ามีแต่รอยกระสุนบนเสื้อ
- ขับเครื่องบินตรวจการณ์ แต่ตอนจะนำเครื่องลงล้อไม่กาง ต้องลงแบบเอาท้องเครื่องบิน
ครูดกับท้องนาแต่เครื่องไม่ระเบิดจึงรอดมาได้อีกครั้งและสุดท้ายรพินทร์ก็ได้บอกคาถา
อาราธนาพระเครื่องหลวงปู่ทวดให้กับเชิดวุธว่า “ นะโม โพธิสัตโต อาคันติ มายะ อิติ ภควา ...” และบอกข้อห้ามในขณะที่ใช้พระองค์นี้ว่า ห้ามยิงสัตว์อย่างพร่ำเพรื่อ และห้ามเล่นการพนัน พร้อมทั้งบอกว่าที่รู้มาเพราะสมัยเด็กๆ เคยบวชเณรอยู่วัดนี้
หลวงปู่ทวด เป็นพระภิกษุในสมัยอยุธยาในแผ่นดินของ สมเด็จพระเอกาทศรถแต่เดิมท่าน
จำพรรษาอยู่ที่วัดพะโค๊ะ จึงมีอีกสมญานามหนึ่งว่า สมเด็จพะโค๊ะ มีเรื่องเล่าว่า ตอนที่ท่าน
เดินทางโดยเรือผ่านอ่าวไทย เพื่อเข้ากรุงศรีอยุธยานั้นก็เกิดคลื่นลมทะเล ปั่นป่วนขึ้น เรือไม่
สามารถแล่นฝ่าคลื่นลมไปได้ ต้องทอดสมออยู่กลางทะเลถึง ๗ วัน ทำให้เสบียงอาหารและ
น้ำหมด บรรดาลูกเรือจึงตั้งข้อ สงสัยว่าการที่เกิดอาเภทในครั้งนี้เป็นเพราะท่านที่เป็นภิกษุ
จึงตกลงใจ ส่งท่านขึ้นเกาะได้นิมนต์ท่านให้ลงเรือมาด ขณะที่ท่านนั่งอยู่ในเรือมาดนั้น ท่านได้ห้อยเท้าซ้ายแช่ลงไปในน้ำทะเลได้บังเกิดอัศจรรย์ขึ้น เมื่อน้ำทะเลบริเวณนั้น เกิด
ประกายแวววาว โชติช่วง ท่านจึงบอกลูกเรือให้ตักน้ำขึ้นมาดื่ม เมื่อดื่มน้ำนั้นก็รู้สึกว่าเป็น
น้ำจืด จึงช่วยกันตักไว้จนเพียงพอ นายสำเภาเรือจึงนิมนต์ ให้ท่าน ขึ้นเรือสำเภา อีกครั้ง ท่านจึงมีอีกหนึ่งสมญานามว่า“หลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด”เมื่อท่านใกล้จะมรณะภาพ
ได้สั่งญาติโยมว่าให้นำศพท่านไปฌาปณกิจ ที่วัดช้างไห้ส่วนผู้สร้างพระเครื่องหลวงปู่ทวด
วัดช้างไห้ ก็คือ อาจารย์ทิม (พระครูวิสัยโสภณ ทิม ธฺมมธโร )อดีตเจ้าอาวาสวัดช้างไห้ ซึ่งปัจจุบันได้มรณภาพไปแล้วตั้งแต่ ปี พ.ศ 2512 ส่วนพระเครื่องหลวงปู่ทวดนี้เริ่มสร้าง
ตั้งแต่ ปี พ.ศ 2497 โดยวัตถุประสงค์ในการสร้างเพื่อแจกให้กับญาติโยมที่มาร่วมกันสร้าง พระอุโบสถวัดช้างไห้
